9/17/2008

สิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องทำ ถ้าไม่ทำชาติหายนะ


สิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องทำ ถ้าไม่ทำชาติหายนะ (กวนน้ำให้ใส)

ไม่ว่ารัฐบาลชุดใหม่ จะเป็นใคร หรือจะมาจากไหน ... 1. รัฐมนตรีจะต้องมีคุณสมบัติเหมาะสม มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของสังคมส่วนรวม ไม่ใช่แค่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย หรือเป็นที่ยอมรับของกลุ่มก๊วนต่างๆ ในพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น จะต้องไม่ใช่คนที่มีข้อครหา มีสีเทา มีชนักติดหลัง หรือมีภาพลักษณ์ว่าเป็นบริวารลิ่วล้อที่จะเข้ามารับใช้ระบอบทักษิณ มากกว่าจะมาทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติส่วนรวม ต้องไม่ใช่รัฐมนตรีหน้าเดิมๆ แบบเดิมๆ กับรัฐบาลสมัคร อย่าลืมว่า บรรดารัฐมนตรีในรัฐบาลสมัครได้สูญสิ้นความชอบธรรมไปหมดแล้ว เพราะรัฐบาลได้ใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดิน จนก่อให้เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรง เกิดความเสียหายใหญ่หลวง ไม่ว่าจะเป็น การมีมติ ครม. เห็นชอบการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ทั้งๆ ที่ ไม่มีความจำเป็น จนเป็นเหตุให้เศรษฐกิจเสียหายรุนแรง รวมถึงการใช้อำนาจโดยขัดต่อรัฐธรรมนูญ กรณีมีมติเห็นชอบแถลงการณ์ร่วมกัมพูชากรณีปราสาทพระวิหาร ฯลฯ ประเทศชาติกำลังวิกฤติ จวนเจียนจะล่มจม สู่หายนะ การเรียกร้องให้ประเทศชาติ ได้มีรัฐมนตรีที่ดีๆ เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่เอาเก้าอี้รัฐมนตรีไปแบ่งเค้กกันเองในหมู่นักการเมืองสามานย์ผู้หิวโหย... ขอแค่นี้ มันมากไปหรือ ! 2. จะต้องให้มีการตรวจสอบ "มติ ครม.ทิ้งทวน" ของรัฐบาลนายสมัคร หลายกรณี ส่อไปในทางที่ไม่โปร่งใส ทำให้ราชการสูญเสียผลประโยชน์มหาศาล เช่น 2.1 กรณีอนุมัติให้จัดหารถโดยสารปรับอากาศเอ็นจีวี จำนวน 4,000 คัน มูลค่า 62,598 ล้านบาท ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดถึงความลุกรี้ลุกรน และข่าวอื้อฉาวว่ามีการแสวงหาผลประโยชน์โดยชอบจากโครงการดังกล่าว 2.2 กรณีอนุมัติให้การทางพิเศษฯ (กทพ.) ชดเชยให้บริษัทบีอีซีแอล 70% ของผลต่างรายได้ (ตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค. 2541-29 ก.พ. 2563) คิดเป็นมูลค่า ณ ปีปัจจุบัน 2551 เป็นเงินมูลค่า 18,086 ล้านบาท โดยที่บริษัทเอกชนดังกล่าว มีนายวีระพงษ์ รามางกูร ประธานที่ปรึกษาของนายสมัคร (ในขณะนั้น) เป็นประธานกรรมการ 2.3 กรณีอนุมัติเงินงบประมาณงวดแรก เพื่อก่อสร้างอาคารรัฐสภาใหม่ที่เกียกกาย 119 ไร่ ท่ามกลางกระแสต่อต้านของประชาชนในพื้นที่และนักเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะ เพื่อจ่ายชดเชยเป็นค่าขนย้ายของหน่วยราชการต่างๆ และออกแบบ วงเงินกว่า 300 ล้านบาท จาก 770 ล้าน และจะต้องใช้งบผูกพันข้ามปีต่อๆ ไป รวมมูลค่า 19,000 ล้านบาท 2.4 กรณีอนุมัติโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2551/52 ปริมาณ 8 ล้านตัน ข้าวเปลือกจ้าวตันละ 14,000 บาท ข้าวเปลือกเหนียวคละตันละ 9,000 บาท ซึ่งหากชาวนานำข้าวมาจำนำครบตามจำนวน 8 ล้านตัน ประเมินว่า รัฐจะต้องใช้งบประมาณกว่า 100,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ ไม่มีความจำเป็นต้องรับจำนำข้าวในราคาสูงขนาดนี้ (อันที่จริง แบบนี้คือการรับซื้อ) เป็นการทำลายระบบตลาดที่กำลังทำงานในภาวะที่ราคาข้าวที่ราคาดีอยู่แล้ว อีกทั้ง ที่ผ่านมา การรับจำนำข้าวแบบนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์กับชาวนามากเท่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมถึงการทุจริตอย่างมโหฬาร ส่อว่า จะเป็นการใช้เงินหลวงไปสร้างภาพ ซื้อเสียงจากชาวนา 3. จะต้องให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจของนายสมัคร ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2551 รวมถึงการให้ความเห็นชอบของ ครม. โดยไม่สมควรแก่เหตุ เกินกว่าเหตุ ไม่น่าจะชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ 2550 ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อประเทศชาติ และต้องสงสัยด้วยว่า การสร้างสถานการณ์ความรุนแรง เมื่อคืนวันที่ 1 ก.ย. 2551 เพื่อเป็นเหตุให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยกลุ่ม นปก. ยกพวกมุ่งเข้าไปทำร้ายผู้ชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวาน จนเกิดเหตุปะทะ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บมากกว่า 40 รายนั้น มีลักษณะเป็นขบวนการ หรือมีความเกี่ยวข้อง เกี่ยวพัน ชักจูง จ้างวาน หรือชี้นำ โดยรัฐมนตรีพรรคพลังประชาชน ส.ส.พรรคพลังประชาชน หรือแม้แต่หัวหน้าพรรคพลังประชาชน หรือไม่ ? 4. จะต้องไม่ดำเนินการแก้รัฐธรรมนูญหรือออกกฎหมาย อันมีผลให้เชื่อได้ว่า เป็นการพยายามช่วยเหลือพรรคการเมืองที่กำลังถูกดำเนินคดียุบพรรค กับ พ.ต.ท.ทักษิณและพวก อย่างเด็ดขาด ! 5. จะต้องสนับสนุน ปกป้อง คุ้มครอง และไม่ก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของตุลาการ ศาลยุติธรรม องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ปัญหาข้อขัดแย้งที่มีอยู่เดินไปตามกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง 6. สนับสนุน ปกป้อง และคุ้มครองการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาของสื่อมวลชน และจะต้องใช้สื่อของรัฐ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์และวิทยุ (ช่อง 11 วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ฯลฯ) นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ประเด็นปัญหาบ้านเมืองอย่างรอบด้าน มีคุณภาพ เพื่อขจัดปัญหาความแตกแยกอันเกิดจากการที่ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพเพียงพอ จะต้องไม่ให้เกิดการใช้สื่อของรัฐ เพื่อโจมตี ใส่ร้าย บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ยุยงปลุกปั่นประชาชน เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างเด็ดขาด 7. จะต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยยึดมั่นในสันติวิธีอย่างเข้มงวด ไม่ดำเนินการใดๆ ที่เสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อของประชาชนอย่างสิ้นเชิง สรุป ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในสิ่งเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติส่วนรวม ก็ควรจะยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชน หรือ ถ้าตั้งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว หากรัฐบาลชุดใหม่ไม่สามารถทำในสิ่งเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติส่วนรวม ก็ต้องออกไปโดยเร็วที่สุด

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ลงโดย นายพีระติ วรพิพัฒน์ รหัสนักศึกษา 5131601147 สำนักวิชา นิติศาสตร์ Sec 1

9/16/2008

6 พรรคร่วมแถลง ยอมรับ สมชาย เป็นนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (16 กันยายน) ว่า เวลาประมาณ 20.25 น. ที่โรงแรมเจดับบิวมาริออท กรุงเทพฯ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นางอุไรวรรณ เทียนทอง แกนนำพรรคประชาราช และนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ร่วมกันแถลงข่าวการจัดตั้งรัฐบาลและสนับสนุนการเสนอให้นายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรีทั้งนี้ การแถลงข่าวเริ่มต้นโดย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า พรรคพลังประชาชนขอแจ้งว่า พรรคพลังประชาชนมีมติจะเสนอชื่อนายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแก่หัวหน้าพรรคและผู้บริหารของพรรคทั้ง 5 พรรค ซึ่งทุกท่านได้เห็นชอบและพร้อมจะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลต่อไปต่อมานายสมชาย กล่าวว่า ทั้ง 6 พรรคนี้ เคยร่วมรัฐบาลกันมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยเป็นการดำเนินการโดยราบรื่นและประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพึงพอใจ แต่เนื่องจากมีความจำเป็นโดยที่อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ต้องพ้นจากตำแหน่งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและคณะรัฐบาลต้องพ้นจากตำแหน่งด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างการรักษาการ อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่พรรคพลังประชาชนได้รับการเลือกตั้งเป็นเสียงจำนวนมากที่สุด และได้รับเกียรติจากทั้ง 5 พรรคในการให้เสนอชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตนก็ต้องขอขอบคุณที่บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคพลังประชาชนได้เห็นชอบที่จะให้ตนได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้าไปขอความเห็นชอบจาก ส.ส. ในสภาฯ ในวันพรุ่งนี้ (17 กันยายน) และต้องขอบคุณหัวหน้าพรรคและ ส.ส. ทุกพรรคทั้ง 5 พรรคที่ได้ยืนยันจะให้การสนับสนุนรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวต่อว่า ตน นพ.สุรพงษ์ และนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้ร่วมกันเป็นตัวแทนพรรคพลังประชาชนในการขอเรียนเชิญทั้ง 5 พรรคเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลด้วยกันอย่างเช่นที่เคยปฏิบัติมา และขณะนี้ก็ได้รับความอนุเคราะห์ ความร่วมมือจากทั้ง 5 พรรคด้วยดีในการยืนยันร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลต่อไป ซึ่งหวังว่าการดำเนินการต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ คงจะประสบความสำเร็จด้วยดีและคิดว่า การดำเนินการต่อไปนี้ อะไรที่ขาดตกบกพร่องในรัฐบาลชุดก่อน ที่เป็นพรรคการเมืองเดียวกันนี้ คงจะได้นำมาปรับปรุงแก้ไข รวมทั้งนโยบายต่างๆ ที่ดำเนินการมาโดยจะปรับปรุงให้ดีขึ้น ระเบียบราชการต่างๆ ก็คงจะได้รับการปรับปรุงนายสมชาย กล่าวต่อว่า โชคดีที่พรรคการเมืองทั้ง 5 พรรคที่มาร่วมกับพรรคพลังประชาชนนั้น ล้วนแต่มีหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรคที่มีอาวุโสทางการเมือง และมีประสบการณ์ทางการเมืองสูงทั้งสิ้น จึงมั่นใจว่าจากการที่มีบุคลากรทรงคุณค่าเช่นนี้ คงจะได้ช่วยกันดูแลและให้คำแนะนำแก่รัฐบาล ในการที่จะดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินในเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ที่เป็นเป้าหมายสูงสุดในการจะดำเนินการอย่างไรเพื่อพัฒนาชาติบ้านเมืองและประชาชน ไม่ใช่เป้าหมายที่ผู้ใดจะเป็นรัฐมนตรีหรือดำรงตำแหน่งใดๆรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวอีกว่า คิดว่าในวันนี้ คงเป็นที่ยืนยันแน่นอนว่า 6 พรรคจะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลและจะมีการให้ความเห็นชอบผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ หลังจากนั้นก็คงดำเนินกิจกรรมต่อไปเมื่อถูกถามว่า ถ้าเป็นรัฐบาลขึ้นมาจะมีนโยบายอย่างไรในการนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย และคิดว่ากล้าหาญพอจะยกเลิกหนังสือเดินทางทางการทูต (พาสปอร์ต) แดงของ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า เบื้องต้นเรียนว่า ขณะนี้เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีก็คิดว่า รัฐบาลไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อปกป้องผู้ใดผู้หนึ่ง เราจะมีนโยบายร่วมกันในการปกป้องดูแลประชาชน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องส่วนบุคคล และมีกระบวนการยุติธรรมดำเนินการอยู่ โดยทุกอย่างเห็นว่าเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว จึงเป็นหน้าที่ของกระบวนการนั้น รัฐบาลเองมีเป้าหมาย คือสนับสนุนกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปโดยตามกฎหมาย ไม่ให้ขาดตกบกพร่องด้านนายบรรหาร กล่าวถึงคำถาม ณ ขณะนี้ ทั้ง 5 พรรคเห็นชอบที่จะให้นายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรีว่า โดยเฉพาะพรรคชาติไทยมีจุดยืนมา 30 กว่าปีแล้ว ที่หลังการเลือกตั้งถ้าพรรคใดมีเสียงข้างมากก็เปิดโอกาสให้พรรคนั้นจัดตั้งรัฐบาล แต่ถ้าไม่ได้พรรคที่ 2 ก็จัดตั้งรัฐบาลต่อไป โดยเป็นหลักการที่ยึดถือว่า อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 พรรคพลังประชาชนมีเสียงมากก็ยอมให้จัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคชาติไทยเข้าร่วม แต่คราวนี้ เมื่อนายสมัครต้อนพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และพรรคพลังประชาชนมาขอร้องพรรคร่วมรัฐบาลและมีพรรคชาติไทยอยู่ด้วยเราก็ยังยืนยันในจุดยืนเดิม ว่าเมื่อ ส.ส. มากถึงสองร้อยกว่าก็ต้องจัดตั้งรัฐบาลและเสนอนายกรัฐมนตรี"ดังนั้น ในวันที่ไปเชิญพรรคชาติไทยที่พรรคชาติไทยเมื่อเร็วๆ นี้ ก็บอกไปว่า ขอฝากทางพรรคพลังประชาชนเอาไว้ว่า จะเลือกสรรหานายกรัฐมนตรีใหม่ ซึ่งในพรรคเองก็มีบุคลากรหลายคนหลายท่าน ขอให้พยายามดูคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นผู้นำรัฐบาลต่อไปในอนาคต ต้องเป็นผู้ที่มีความอ่อนโดย มีอัธยาศัยดีเข้ากับทุกฝ่าย แก้ปัญหาความขัดแย้ง สร้างความสมานฉันท์คนในชาติ เพราะในขณะนี้สังคมบางส่วนมีความแตกแยก มีความเห็นไปคนละทิศคนละทางด้วยกัน แต่ถ้าได้ผู้นำอย่างที่ว่าไว้ก็จะเกิดผลดีต่อส่วนรวม เกิดผลดีต่อประเทศชาติ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ วันนี้จะไม่ก้าวก่าย" หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าว และว่า บังเอิญวันนี้ พรรคพลังประชาชนมาบอกว่า พรรคพลังประชาชนมีมติแล้วที่จะเสนอชื่อนายสมชาย พรรคชาติไทยก็ไม่ขัดข้องในตัวนายสมชาย

ข้อมูลและภาพประกอบโดย : ไทยรัฐออนไลน์
โพสโดย : นายรพีพัฒ จิรฐาวงศ์ รหัสนักศึกษา 5131601162 สำนักวิชานิติศาสตร์ สาขาวิขานิติศาสตร์ ตอนเรียน 1

9/14/2008

ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินมีผลวันนี้ สมชาย วอนยุติความขัดแย้ง

ที่กองบัญชาการกองทัพไทย เมื่อเวลา 11.15 น. วันนี้ (14 กันยายน) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รักษาการนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมกันแถลงยกเลิกประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อวันที่ 2 กันยายนแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปทั้งนี้ นายสมชาย กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันนี้สถานการณ์ความรุนแรงได้บรรเทาลงแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกต่อไป พร้อมกันนี้นายสมชายยังได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อยุติความรุนแรงความขัดแย้ง เราไม่มีเวลาที่จะขัดแย้งกันอีกแล้ว เพราะว่าขณะนี้ปัญหาของชาติมีอยู่อย่างมากมาย ที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันแก้ไข ส่วนผู้ชุมนุมจะชุมนุมก็ได้แต่น่าจะเป็นพื้นที่อื่นที่ไม่ใช่ทำเนียบรัฐบาลนายสมชาย กล่าวอีกว่า เพื่อให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ จะมีกองอำนวยการเพื่อติดตามสถานการณ์ร่วม มีทุกฝ่ายเข้ามาร่วมทำงาน เป็นหน่วยงานเฉพาะให้เกิดความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ กทม. มีผบ.ทบ. เป็นผู้อำนวยการ ประสานงานกับตำรวจ และเจ้าหน้าที่พลเรือน ส่วนผบ.ตร. เป็นผู้ดูแลสถานการณ์ตามปกติ"สถานการณ์ในวันนี้ไม่ได้มีความรุนแรง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งทางความคิด ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายดำเนินกิจกรรมใดๆ ก็ตามอยู่ในกรอบของกฎหมาย วันนี้เราไม่ควรมาแตกแยกกันอีก การรบราฆ่าฟัน ไม่มีประโยชน์กับผู้ใดทั้งสิ้น" รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี กล่าวนายสมชาย กล่าวต่อว่า จากนี้ไปขอให้มุ่งเดินทางไปสู่ความสงบสุขเรียบร้อย ปรองดองสมานฉันท์ ตนต้องขอขอบคุณ ผบ.ทบ ผบ.ตร ที่ดูแลพี่น้องประชาชน ดับความร้อนแรงลงไปได้ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ร่วมทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย รวมทั้งผู้ชุมนุมฯ อยากให้ช่วยแก้ไขปัญหา อย่าเอาชนะโดยไม่ใช้เหตุผล

เนื้อหาและภาพข่าวจาก : ไทยรัฐออนไลน์
By : นายรพีพัฒ จิรฐาวงศ์ ID.5131601162 สำนักวิชา นิติศาสตร์ สาขาวิชา นิติศาสตร์ ตอนเรียน 1