สิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องทำ ถ้าไม่ทำชาติหายนะ (กวนน้ำให้ใส)
ไม่ว่ารัฐบาลชุดใหม่ จะเป็นใคร หรือจะมาจากไหน ... 1. รัฐมนตรีจะต้องมีคุณสมบัติเหมาะสม มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของสังคมส่วนรวม ไม่ใช่แค่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย หรือเป็นที่ยอมรับของกลุ่มก๊วนต่างๆ ในพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น จะต้องไม่ใช่คนที่มีข้อครหา มีสีเทา มีชนักติดหลัง หรือมีภาพลักษณ์ว่าเป็นบริวารลิ่วล้อที่จะเข้ามารับใช้ระบอบทักษิณ มากกว่าจะมาทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติส่วนรวม ต้องไม่ใช่รัฐมนตรีหน้าเดิมๆ แบบเดิมๆ กับรัฐบาลสมัคร อย่าลืมว่า บรรดารัฐมนตรีในรัฐบาลสมัครได้สูญสิ้นความชอบธรรมไปหมดแล้ว เพราะรัฐบาลได้ใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดิน จนก่อให้เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรง เกิดความเสียหายใหญ่หลวง ไม่ว่าจะเป็น การมีมติ ครม. เห็นชอบการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ทั้งๆ ที่ ไม่มีความจำเป็น จนเป็นเหตุให้เศรษฐกิจเสียหายรุนแรง รวมถึงการใช้อำนาจโดยขัดต่อรัฐธรรมนูญ กรณีมีมติเห็นชอบแถลงการณ์ร่วมกัมพูชากรณีปราสาทพระวิหาร ฯลฯ ประเทศชาติกำลังวิกฤติ จวนเจียนจะล่มจม สู่หายนะ การเรียกร้องให้ประเทศชาติ ได้มีรัฐมนตรีที่ดีๆ เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่เอาเก้าอี้รัฐมนตรีไปแบ่งเค้กกันเองในหมู่นักการเมืองสามานย์ผู้หิวโหย... ขอแค่นี้ มันมากไปหรือ ! 2. จะต้องให้มีการตรวจสอบ "มติ ครม.ทิ้งทวน" ของรัฐบาลนายสมัคร หลายกรณี ส่อไปในทางที่ไม่โปร่งใส ทำให้ราชการสูญเสียผลประโยชน์มหาศาล เช่น 2.1 กรณีอนุมัติให้จัดหารถโดยสารปรับอากาศเอ็นจีวี จำนวน 4,000 คัน มูลค่า 62,598 ล้านบาท ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดถึงความลุกรี้ลุกรน และข่าวอื้อฉาวว่ามีการแสวงหาผลประโยชน์โดยชอบจากโครงการดังกล่าว 2.2 กรณีอนุมัติให้การทางพิเศษฯ (กทพ.) ชดเชยให้บริษัทบีอีซีแอล 70% ของผลต่างรายได้ (ตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค. 2541-29 ก.พ. 2563) คิดเป็นมูลค่า ณ ปีปัจจุบัน 2551 เป็นเงินมูลค่า 18,086 ล้านบาท โดยที่บริษัทเอกชนดังกล่าว มีนายวีระพงษ์ รามางกูร ประธานที่ปรึกษาของนายสมัคร (ในขณะนั้น) เป็นประธานกรรมการ 2.3 กรณีอนุมัติเงินงบประมาณงวดแรก เพื่อก่อสร้างอาคารรัฐสภาใหม่ที่เกียกกาย 119 ไร่ ท่ามกลางกระแสต่อต้านของประชาชนในพื้นที่และนักเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะ เพื่อจ่ายชดเชยเป็นค่าขนย้ายของหน่วยราชการต่างๆ และออกแบบ วงเงินกว่า 300 ล้านบาท จาก 770 ล้าน และจะต้องใช้งบผูกพันข้ามปีต่อๆ ไป รวมมูลค่า 19,000 ล้านบาท 2.4 กรณีอนุมัติโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2551/52 ปริมาณ 8 ล้านตัน ข้าวเปลือกจ้าวตันละ 14,000 บาท ข้าวเปลือกเหนียวคละตันละ 9,000 บาท ซึ่งหากชาวนานำข้าวมาจำนำครบตามจำนวน 8 ล้านตัน ประเมินว่า รัฐจะต้องใช้งบประมาณกว่า 100,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ ไม่มีความจำเป็นต้องรับจำนำข้าวในราคาสูงขนาดนี้ (อันที่จริง แบบนี้คือการรับซื้อ) เป็นการทำลายระบบตลาดที่กำลังทำงานในภาวะที่ราคาข้าวที่ราคาดีอยู่แล้ว อีกทั้ง ที่ผ่านมา การรับจำนำข้าวแบบนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์กับชาวนามากเท่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมถึงการทุจริตอย่างมโหฬาร ส่อว่า จะเป็นการใช้เงินหลวงไปสร้างภาพ ซื้อเสียงจากชาวนา 3. จะต้องให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจของนายสมัคร ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2551 รวมถึงการให้ความเห็นชอบของ ครม. โดยไม่สมควรแก่เหตุ เกินกว่าเหตุ ไม่น่าจะชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ 2550 ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อประเทศชาติ และต้องสงสัยด้วยว่า การสร้างสถานการณ์ความรุนแรง เมื่อคืนวันที่ 1 ก.ย. 2551 เพื่อเป็นเหตุให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยกลุ่ม นปก. ยกพวกมุ่งเข้าไปทำร้ายผู้ชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวาน จนเกิดเหตุปะทะ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บมากกว่า 40 รายนั้น มีลักษณะเป็นขบวนการ หรือมีความเกี่ยวข้อง เกี่ยวพัน ชักจูง จ้างวาน หรือชี้นำ โดยรัฐมนตรีพรรคพลังประชาชน ส.ส.พรรคพลังประชาชน หรือแม้แต่หัวหน้าพรรคพลังประชาชน หรือไม่ ? 4. จะต้องไม่ดำเนินการแก้รัฐธรรมนูญหรือออกกฎหมาย อันมีผลให้เชื่อได้ว่า เป็นการพยายามช่วยเหลือพรรคการเมืองที่กำลังถูกดำเนินคดียุบพรรค กับ พ.ต.ท.ทักษิณและพวก อย่างเด็ดขาด ! 5. จะต้องสนับสนุน ปกป้อง คุ้มครอง และไม่ก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของตุลาการ ศาลยุติธรรม องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ปัญหาข้อขัดแย้งที่มีอยู่เดินไปตามกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง 6. สนับสนุน ปกป้อง และคุ้มครองการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาของสื่อมวลชน และจะต้องใช้สื่อของรัฐ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์และวิทยุ (ช่อง 11 วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ฯลฯ) นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ประเด็นปัญหาบ้านเมืองอย่างรอบด้าน มีคุณภาพ เพื่อขจัดปัญหาความแตกแยกอันเกิดจากการที่ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพเพียงพอ จะต้องไม่ให้เกิดการใช้สื่อของรัฐ เพื่อโจมตี ใส่ร้าย บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ยุยงปลุกปั่นประชาชน เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างเด็ดขาด 7. จะต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยยึดมั่นในสันติวิธีอย่างเข้มงวด ไม่ดำเนินการใดๆ ที่เสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อของประชาชนอย่างสิ้นเชิง สรุป ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในสิ่งเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติส่วนรวม ก็ควรจะยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชน หรือ ถ้าตั้งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว หากรัฐบาลชุดใหม่ไม่สามารถทำในสิ่งเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติส่วนรวม ก็ต้องออกไปโดยเร็วที่สุด
ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า
ลงโดย นายพีระติ วรพิพัฒน์ รหัสนักศึกษา 5131601147 สำนักวิชา นิติศาสตร์ Sec 1


0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น